Ray Tracing คืออะไร? ทำไมกราฟิกสวยขึ้นแต่ FPS ลดลง
Posted by: eyeyixing
Posted on: 21/10/2026
View: 29

เกมยุคใหม่พัฒนาด้านกราฟิกไปไกลกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นแสงที่ลอดผ่านหน้าต่าง เงาที่เปลี่ยนตามตำแหน่งของวัตถุ หรือภาพสะท้อนบนกระจกและพื้นเปียก หนึ่งในเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังภาพเหล่านี้คือ Ray Tracing แต่สำหรับเกมเมอร์ ปัญหาที่มักตามมาก็คือ เมื่อเปิด Ray Tracing แล้วภาพดูสวยและสมจริงขึ้น FPS กลับลดลง บางเกมจากที่เคยเล่นลื่น ๆ ก็อาจเริ่มรู้สึกหน่วงหรือกระตุกได้ แล้วจริง ๆ Ray Tracing คืออะไร? ทำไมถึงกินสเปค และควรเปิดหรือปิดเวลาเล่นเกม? มาทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ กัน


Ray Tracing คืออะไร?


เทคนิคการ Render ภาพที่จำลองพฤติกรรมของแสงในโลกจริง เพื่อสร้างแสง เงา และภาพสะท้อนให้มีความสมจริงมากขึ้น แทนที่เกมจะกำหนดแสงและเงาแบบสำเร็จไว้ล่วงหน้า Ray Tracing จะช่วยคำนวณว่าแสงเดินทางไปทางไหน กระทบวัตถุอะไร สะท้อนกลับอย่างไร หรือถูกบดบังตรงจุดไหน ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างเป็นภาพที่เราเห็นบนหน้าจอ NVIDIA อธิบายว่า Ray Tracing เป็นการจำลองพฤติกรรมทางกายภาพของแสง เพื่อสร้างกราฟิกแบบ Real-time ที่มีความสมจริงมากขึ้น ขณะที่ DirectX Raytracing หรือ DXR ของ Microsoft เปิดทางให้เกมสามารถส่งงานประเภท Ray Tracing ไปประมวลผลบน GPU ได้โดยตรง


Ray Tracing ทำงานอย่างไร?


แหล่งกำเนิดแสง → แสงกระทบวัตถุ → เกิดเงา/การสะท้อน → GPU คำนวณ → แสดงผลบนหน้าจอ

ยิ่งฉากหนึ่งมีวัตถุ แหล่งกำเนิดแสง หรือพื้นผิวที่ต้องสะท้อนมากเท่าไร GPU ก็ต้องประมวลผลข้อมูลมากขึ้นตามไปด้วย


Ray Tracing ทำให้เกมสวยขึ้นอย่างไร?

จุดเด่นของ Ray Tracing คือช่วยให้แสงภายในเกมตอบสนองกับวัตถุและสภาพแวดล้อมได้สมจริงกว่าเดิม โดยผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดมักอยู่ใน 3 ส่วนหลัก

  • แสงและเงาสมจริงขึ้น

เงาสามารถเปลี่ยนตำแหน่ง ความเข้ม และความนุ่มตามตำแหน่งของแหล่งกำเนิดแสงได้ ทำให้ฉากดูมีมิติและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

  • ภาพสะท้อนมีรายละเอียดมากขึ้น

กระจก น้ำ โลหะ หรือพื้นเปียกสามารถสะท้อนวัตถุและสภาพแวดล้อมรอบตัวได้แม่นยำขึ้น แม้บางวัตถุจะอยู่นอกมุมมองของผู้เล่นก็ตาม

  • แสงภายในฉากดูเป็นธรรมชาติ

Ray Tracing สามารถช่วยจำลองการกระจายและสะท้อนของแสงระหว่างพื้นผิว ทำให้ห้อง อาคาร หรือพื้นที่ภายในเกมมี Lighting ที่สมจริงกว่าเดิม

NVIDIA ระบุว่า Ray Tracing แบบ Real-time ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความสมจริงของ Lighting, Shadows และ Effects ภายในเกม ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เกมที่รองรับเทคโนโลยีนี้มีความแตกต่างด้านภาพอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปิดใช้งาน


Ray Tracing ทำให้ FPS ลดไหม?

ทำให้ FPS ลดลงได้ เพราะการเปิด Ray Tracing เพิ่มงานที่ GPU ต้องประมวลผลจากการ Render ภาพปกติ

GPU ไม่ได้แค่คำนวณ Model, Texture และภาพบนหน้าจอ แต่ยังต้องคำนวณเส้นทางของแสง จุดที่แสงกระทบวัตถุ การสะท้อน รวมถึงเงาที่เกิดขึ้นแบบ Real-time ยิ่งเปิด Ray Tracing ระดับสูง หรือเล่นที่ความละเอียดอย่าง 1440p และ 4K จำนวนข้อมูลที่ต้องประมวลผลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ทำให้ Frame Rate สามารถลดลงได้เมื่อเทียบกับการปิด Ray Tracing นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม GPU รุ่นใหม่หลายรุ่นมี Hardware เฉพาะสำหรับช่วยประมวลผลงาน Ray Tracing เช่น RT Cores บน NVIDIA GeForce RTX


Ray Tracing กินสเปคไหม?

Ray Tracing ถือเป็นหนึ่งใน Graphics Settings ที่ใช้ทรัพยากร GPU ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อเปิดร่วมกับ Resolution สูงและตั้งค่ากราฟิกระดับ High หรือ Ultra แต่ความหนักไม่ได้เท่ากันทุกเกม เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • การ์ดจอที่ใช้งาน
  • ความละเอียดของหน้าจอ
  • ระดับ Ray Tracing ที่เลือก
  • จำนวน Ray Tracing Effects ที่เกมใช้
  • การ Optimization ของแต่ละเกม
  • การเปิด Upscaling หรือ Frame Generation ร่วมด้วย

การ์ดจอตัวเดียวกันอาจจะเปิด Ray Tracing ในเกมหนึ่งได้ลื่น แต่เมื่อเปลี่ยนไปอีกเกม FPS อาจลดลงมากกว่าเดิมได้


DLSS, FSR และ XeSS ช่วย Ray Tracing ได้อย่างไร?

เมื่อ Ray Tracing ทำให้ GPU ต้องทำงานหนักขึ้น เทคโนโลยี Upscaling อย่าง NVIDIA DLSS, AMD FSR และ Intel XeSS จึงเข้ามาช่วยลดภาระการ Render

หลักการทั่วไปคือให้เกม Render ภาพที่ Resolution ต่ำกว่าความละเอียดเป้าหมาย แล้วใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างหรือ Upscale ภาพขึ้นมา ทำให้ GPU ไม่ต้องประมวลผลทุก Pixel ที่ Native Resolution และสามารถเพิ่ม FPS ได้

ในฝั่ง NVIDIA DLSS ถูกนำมาใช้ร่วมกับ Ray Tracing เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยรักษา Frame Rate ขณะเล่นเกมที่มีกราฟิกสูง


เปิด Ray Tracing ดีไหม?

การเปิด Ray Tracing ไม่มีคำตอบเดียวว่า “ควรเปิดทุกเกม” หรือ “ควรปิดตลอด” เพราะขึ้นอยู่กับประเภทเกมและสิ่งที่ผู้เล่นให้ความสำคัญ

  • ถ้าเล่นเกม Single-player หรือ AAA เน้นภาพสวย

Ray Tracing ค่อนข้างเหมาะกับเกมประเภทนี้ เพราะ Lighting, Shadow และ Reflection มีผลต่อบรรยากาศของเกมโดยตรง

หากเปิดแล้ว FPS ยังอยู่ในระดับที่เล่นได้ลื่น ก็สามารถเปิดใช้งานเพื่อเพิ่มคุณภาพของภาพได้

  • ถ้าเล่นเกม Competitive หรือ FPS

เกมอย่าง FPS, Battle Royale หรือ Esports มักให้ความสำคัญกับ Frame Rate และการตอบสนองมากกว่ารายละเอียดด้านกราฟิก

หากเปิด Ray Tracing แล้ว FPS ลดลงมาก การลดระดับหรือปิด Ray Tracing อาจเหมาะกว่า เพื่อให้เกมรักษา Frame Rate ได้สูงและสม่ำเสมอ


วิธีเปิด Ray Tracing ให้ภาพสวยแต่ FPS ยังลื่น

1.เริ่มจาก Ray Tracing ระดับ Medium

2.ตรวจสอบ FPS ก่อนและหลังเปิด

3.เปิด DLSS, FSR หรือ XeSS หากเกมรองรับ

4.ลด Ray Traced Shadows หรือ Reflections บางส่วนถ้า FPS ลดมาก

5.ปรับ Resolution หรือ Graphics Settings อื่นร่วมด้วย

6.เลือกค่าให้เหมาะกับ Refresh Rate ของจอที่ใช้งาน


Ray Tracing เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้แสง เงา และภาพสะท้อนภายในเกมมีความสมจริงมากขึ้น แต่ความสวยของภาพก็มาพร้อมกับภาระการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น จึงสามารถทำให้ FPS ลดลงได้ สำหรับเกมเมอร์ที่เน้นเกม Single-player หรือ AAA และมี Hardware ที่รองรับ การเปิด Ray Tracing สามารถเพิ่มอรรถรสด้านภาพได้อย่างชัดเจน ขณะที่ผู้เล่นเกม Competitive อาจเลือกเน้น FPS สูงและลด Ray Tracing ลงเพื่อให้การตอบสนองของเกมสม่ำเสมอกว่า นอกจาก FPS แล้ว เกมออนไลน์ยังมีอีกปัจจัยสำคัญอย่าง Ping, Latency และความเสถียรของ Network Connection เพราะต่อให้เครื่อง Render ภาพได้ลื่น แต่ถ้าการเชื่อมต่อไม่เสถียร ก็ยังสามารถเกิดอาการ Lag หรือ Delay ระหว่างเล่นได้ สำหรับเกมเมอร์ที่พบปัญหาเกี่ยวกับเส้นทางการเชื่อมต่อ สามารถใช้ VPN4Games เพื่อเลือก Server และเส้นทางการเชื่อมต่อที่เหมาะสมกับพื้นที่และเกมที่ใช้งานในบางกรณี ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดการปัญหาการเชื่อมต่อระหว่างเล่นเกมออนไลน์


บทความแนะนำเพิ่มเติม

DLSS vs FSR vs XeSS ต่างกันอย่างไร? เกมเมอร์ควรเลือกแบบไหน

Split Tunneling คืออะไร? ทำไม Gamer ควรรู้จัก

Gaming Laptop vs Gaming PC แบบไหนดีกว่า?

  • Follow Us  

แค่คลิกเดียวก็ทำให้คุณเล่นเกม

อย่างปลอดภัยเลือก VPN4GAMES